ReadyPlanet.com
dot dot
dot
PHOTO GALLERY
dot
bulletPictures of Our Trip
dot
บริการของเรา
dot
bulletจองตั๋วเครื่องบิน
bulletตามรอยพระพุทธเจ้า
bulletสักการะเทพฮินดู
bulletของฝากจากแดนภารตะ
bulletWebboard
dot
เก็บเอามาเล่าสู่่กันฟัง
dot
bulletรีวิวทริปสังเว-เนปาลปี08
bulletภาพทริปดาร์จีลิ่งกับ BNB
bulletมรดกโลกในอินเดีย
bulletไปเที่ยวถ้ำอชันต้าที่มุมไบ
bulletช้อบปิ้งอะไรดีที่เนปาล
dot
ใบจองทัวร์/สมัครเรียน/สั่งซื้อสินค้า
dot
bulletดาวน์โหลดใบจองทัวร์
bulletกรอกใบจองทัวร์ออนไลน์
bulletดาวโหลดใบสมัครเรียนอินเดีย
bulletใบสมัครเรียนอังกฤษระยะสั้น
bulletใบสมัครเรียนต่ออินเดีย
bulletสั่งซื้อหิมาลายาออนไลน์
dot
Our Newsletter ต้องการรับข่าวสารใหม่ๆจากเรา ใส่อีเมลล์ไว้ที่นี่นะคะ

dot
bulletรวมเวบธรรมะดีๆ


The Association of Thai Travel Agents
ใบอนุญาตุประกอบธุรกิจนำเที่ยว
BNB TRAVEL CENTER
ตรวสอบวถานะ EMS และไปรษณีย์ลงทะเบียน


ความรู้สึกคนไทยที่เคยไปอินเดีย

    หลายๆท่านที่ไม่เคยไปอินเดียคงอยากจะทราบว่า คนไทยของเราที่เคยไปเหยียบแดนภารตะมาแล้ว รวมทั้งที่เคยไปเรียนหรือไปใช้ชีวิตบางช่วงอยู่ที่นั่นมีความรู้สึกอย่างไรต่อประเทศอินเดีย เราได้รวบรวมบทความจากหลายๆท่านมารวมกันไว้ที่นี่บางส่วนเพื่อเป็นตัวอย่างแก่หลายๆท่านที่อยากจะทราบข้อมูลก่อนจะตัดสินใจไปอินเดีย

1.คุณ พงษ์ประภากรณ์ อีเมล์ : surarin81@gmail.com 

หากมีใครสักคนบอกกับผมว่า “อินเดียสกปรก แขกกลิ่นตัวเหม็น เห็นแก่ตัว ขอทานเยอะ ไม่น่าไปเรียน ฯลฯ” สิ่งเหล่านี้คือคำปรามาสของคนไทยที่มีต่ออินเดีย ที่ผมได้ยินบ่อยที่สุด ผมในฐานะเป็นคนไทยคนหนึ่งที่เรียนในอินเดีย ผมไม่เคยเถียงและเก็บเอามาใส่ใจกับคำพูดเหล่านี้ ผมนั่งเครื่องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมา ไม่ได้ตั้งใจมาจับผิดใคร ผมมาเรียน หน้าที่ของผมก็คือเก็บเกี่ยวเอาแต่สิ่งดีๆ และวิทยาการที่ดี ที่บ้านเราอาจจะไม่มี ที่อินเดียเขาอาจจะมี เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพตัวเองให้เก่งเหมือนอย่างเขา และเรียนรู้ว่ารัฐบาลอินเดียเขาสามารถพัฒนาศักยภาพประชากรของเขาให้เก่งในเรื่อง IT ได้อย่างไร ที่อเมริกาเล็งเป็นตลาดอันดับหนึ่งในเอเชีย.“อินเดียสกปรกฯลฯ” คำปรามาสเหล่านี้ผมก็รู้ว่ามันจริง คนอินเดียเขาก็ไม่เคยเถียงว่ามันไม่จริง แต่คนอินเดียที่เขามีการศึกษา มีความรู้ มีฐานะ เขาก็ไม่อยากให้ใครมาปรามาสหรือดูถูกเหยียดหยามชาติตัวเองเหมือนกัน ทั้งที่รู้ว่ามันคือความจริง ต่อให้ผมเรียนอยู่อินเดีย หากมีแขกสักคนเดินมาหาแล้วบอกว่า “ทำไมบ้านยูมีโสเภณีเยอะเหลือเกิน” เราอาจจะโกรธ ทั้งที่เราก็รู้ว่ามันคือความจริง แต่ก็ไม่อยากให้ใครมาพูดเกี่ยวกับเมืองไทยในทางไม่ดี เพราะมันเป็นวิถีชีวิตของคนไทยกลุ่มหนึ่งที่มีผลกระทบต่อสายตาชาวโลก เวลามาเมืองไทย...และได้สัมผัส อินเดียก็เหมือนเมืองไทย เพียงแต่อินเดียมีพื้นที่ 3,287,590 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าไทยประมาณ 6 เท่า)และประชากรที่ยากจนอีกเป็นจำนวนมากของประชากรทั้งหมด (ประมาณ1,300 ล้าน ที่ตกสำรวจไปอีกเป็นจำนวนมาก) วิถีชีวิตของประชากรที่ยากจนในอินเดียจึงมีมากและมีอิทธิพลต่อวิถีความคิด ของผู้คนที่ได้พบเห็นหรือได้ยินจากคำบอกเล่า จากผู้คนที่มาจากชาติอื่นๆ ที่มีโอกาสได้มาสัมผัส ชีวิตที่ยากจนของผู้คนแต่ละคนต้องต่อสู้ดิ้นรนให้ตัวเองอยู่รอด การลักเล็กขโมยน้อย ขอทาน ก็ถือว่าเป็นการเอาตัวรอดอย่างหนึ่งของคนที่ไม่มีการศึกษาและขาดโอกาสที่ดีทางสังคม เขาคิดได้แค่นั้น...เขาจึงมีชีวิตอยู่แค่นี้! สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนทำให้ผมต้องนึกถึงความสำคัญของการศึกษาขึ้นมาอีกมาก “จากแต่ก่อนเรียนๆเล่นๆ เดี๋ยวก็จบไปเอง” เพราะไม่มีสิ่งกระตุ้นให้ฉุกคิดว่าการศึกษาสามารถชักนำพาคนจน ให้เป็นเจ้าคนนายคนได้.....และความจนนี่เองที่ช่วยสอนให้ใครต่อใครได้รู้จักกับคำว่า “จงรู้ตัว สร้างตัว วางตัว แล้วอย่าลืมตัว” ที่ลูกคนรวยบางคนพ่อแม่อาจจะไม่มีโอกาสได้สอน

“หากเทียบให้ไปยุโรป กับไปอินเดีย ผมเลือกที่จะไปอินเดียดีกว่า” เป็นคำพูดของ อาจารย์ ดร.ร.ต.อ.นิติภูมิ นวรัตน์ เพราะอินเดียมีหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา เผ่าพันธุ์และขนบธรรมเนียมประเพณี สิ่งที่เราได้เห็น สิ่งที่เราได้สัมผัสมีความหลากหลายมาก สิ่งเหล่านี้เป็นองค์ความรู้ ที่จะทำให้เราเกิดการเปรียบเทียบ เพื่อเอามาพัฒนาศักยภาพสมอง การถือวรรณะ (Caste) หรือที่ฝรั่งชอบใช้คำว่าเหยียดสีผิว...มันทำให้ผมรู้สึกและเห็นคุณค่าของความเป็นคน ว่าทุกชีวิตที่เกิดมา อยากให้คนอื่นให้เกียรติตัวเอง ไม่มีใครอยากให้ตัวเองโดนคนอื่นเหยียดหยาม ดูถูก มันทำให้ผมรู้สึกรักตัวเอง รักพ่อแม่ รักพี่น้องและเห็นคุณค่าของตัวเองและผู้อื่นที่อาจจะทำคุณประโยชน์ต่อสังคมได้อีกมาก หากวัดจากคุณค่าของความเป็นคน โดยเริ่มจากการรักตัวเองและให้เกียรติผู้อื่น

ได้มาเห็นความเจริญทางเทคโนโลยีควบคู่สายธารแห่งศรัทธา และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ที่คนอินเดียยังคงอนุรักษ์ให้อนุชนรุ่นหลังสืบทอด ท่ามกลางกระแสวัฒนธรรมตะวันตกและวัตถุนิยมที่หลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ๆ ได้มาเห็นต้นตำรับวัฒนธรรมหลายอย่างที่ไทยได้ยืมมาจากคนอินเดียเช่น สงกรานต์ ลอยกระทง และพิธีแรกนาขวัญ ฯลฯ และมาดัดแปลงให้เข้ากับประเพณีและอุปนิสัยคนไทย การที่คนหนึ่งๆ หรือวัฒนธรรมหนึ่งไม่เหมือนเรา ก็ไม่ได้หมายความว่า วัฒนธรรมของเขาไม่ดี การศึกษาวัฒนธรรมและภาษาเป้าหมายไม่ได้หมายถึงเรียนแล้วได้อะไร แต่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือ เรียนแล้วจะเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร
บ้างก็ชอบมองคนไทยที่มาเรียนอินเดียว่า ได้แต่ภาษาอังกฤษสำเนียงแขกบ้างสำเนียงภาษาอังกฤษแขกฟังยากบ้าง ฟังยากหรือว่าเราไม่เก่งภาษาอังกฤษเอง? ผมก็ไม่เคยเห็นฝรั่งหรือเพื่อนชาวต่างชาติคนไหน ที่เรียนด้วยกัน งง เวลาอาจารย์บรรยาย ก็มีแต่คนไทยที่งง งงจริงๆ เพราะภาษาอังกฤษไม่ดี และเห็นคนอินเดียเขาก็ฟังฝรั่งรู้เรื่องดีกว่าคนไทยเสียอีก ประเด็นสำคัญก็คือภาษาอังกฤษของเราไม่เก่งพอ เหมือนคนจีนพูดภาษาไทย ต่อให้สำเนียงเพี้ยนแค่ไหน หากเราเก่ง เราก็รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างไร.....หากสิ่งที่ผมพูดมาผิด นั่นก็หมายความว่าคนอินเดียก็คงสื่อสารกับใครในโลกนี้ไม่รู้เรื่องเลย ใช่ไหมครับ? การเรียนภาษาก็เพื่อใช้สื่อความหมายจากชาติหนึ่งกับอีกชาติหนึ่งให้มีแนวคิดเป็นอย่างเดียวกัน ไม่ได้ให้มาจับผิดว่าใครสำเนียงดีหรือไม่ดี หากผู้อ่านเป็นปราชญ์คงจะทราบด้วยการศึกษาเองว่า แม้แต่คนอังกฤษแต่ละภูมิภาคก็มีสำเนียงที่แตกต่างกันออกไป คนไทยบางคนจบ ดร.จากสหรัฐ เวลาพูดก็ยังติดอังกฤษสำเนียงไทย คนญี่ปุ่นพูดภาษาอังกฤษก็ยังติดสำเนียงท้องถิ่น (Native language) ผมไม่เคยแคร์ว่าผมจะสำเนียงเหมือนใคร ขอเพียงแค่ สิ่งที่ผมอยากจะสื่อ และรับในสิ่งที่คู่สนทนาต้องการสื่อ....รู้เรื่อง และสามารถใช้วิทยาการในโลกใบนี้ ที่ภาษาอังกฤษมีบทบาททุกอณูขุมขน นำมาพัฒนาศักยภาพตัวเอง เพียงแค่นี้ผมก็พอใจแล้ว….ซึ่งมีคนอินเดียเป็นอาจารย์สอน และมีทรัพยากรของอินเดียเป็นห้องสมุด หากผมจะมองอินเดียในด้านลบ (Negative) ผมก็มีสิทธิ์ที่จะมองได้ แต่ก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้คงไม่ช่วยให้ใครประเทืองปัญญาขึ้นมา...เพราะเมืองไทยก็เป็นประเทศที่สกปรกติดอันดับโลกประเทศหนึ่งที่ทิ้งอินเดียไปไม่กี่อันดับ
สุดท้ายนี้ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่คนไทยทุกคนที่อาศัยอยู่ยังแดนมาตุภูมิ ด้วยจิตคารวะผู้อ่านทุกๆท่าน

2. ดร.นลินี  ทวีสิน กรรมการบริหารบริษัทซัคเซสมีเดีย จำกัด http://www.nalineetaveesin.com

เมื่ออายุ 9 ขวบ พ่อแม่ได้ส่งดิฉันมาเข้าโรงเรียนใหม่ เป็นนักเรียนประจำ ของโรงเรียนเมาท์เฮอร์มอน (Mt. Hermon School) อยู่ที่ดาร์จีลิ่ง (Darjeeling) ดิฉันรู้สึกตื่นเต้น ดีใจ ที่พ่อแม่ให้โอกาสไปเรียนต่างประเทศ ได้พูดภาษาอังกฤษ เมื่อย้อนกลับไปคิดถึงวันแรกที่ได้มาที่นี่ ภาพความแตกต่างระหว่างกรุงเทพฯ กับ ดาร์จิลิ่ง ยังจำได้ติดตา จากกรุงเทพฯ เมืองที่คับคั่งด้วยผู้คน การจราจรที่แออัด แวดล้อมด้วยอาคารสูงและอากาศที่ไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ ได้มาสัมผัสกับบรรยากาศใหม่ที่สดชื่น เย็นสบาย บนภูเขาสูงลูกหนึ่งท่ามกลางเทือกเขาหิมาลัย อันงดงามและมีชื่อเสียงก้องโลก ที่นี่แม้อยู่ห่างไกลความเจริญทางวัตถุ แต่อุดมไปด้วยความเจริญของธรรมชาติที่สวยงามและเงียบสงบ
บนภูเขานี้มีสิ่งปลูกสร้างด้วยฝีมือมนุษย์ไม่มากนัก หนึ่งในนั้นคือ อาคารเรียนของโรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งสร้างในรูปแบบปราสาทอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ ส่วนบริเวณรอบ ๆ ที่เหลือนั้น ล้วนยังคงสภาพที่ธรรมชาติสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นทุ่งหญ้าและต้นไม้ในป่าทั่วบริเวณ วิวทิวทัศน์สวยงาม อากาศเย็นฉ่ำตลอดปี
ดิฉันมาจากครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการดูแลอย่างดีจากพ่อแม่ ความรู้สึกประทับใจในวันแรกที่ได้ไปที่โรงเรียนยังจำได้จนทุกวันนี้ เป็นโรงเรียนประจำที่อบอุ่นสำหรับเด็ก ๆ ที่ต้องห่างไกลจากครอบครัว
ความเหงาและคิดถึงบ้านอยู่ได้ไม่นาน เพราะด้วยความเป็นเด็ก ชอบเล่นสนุก ชอบชีวิตผจญภัย ชอบมีเพื่อน เมื่อได้พบเพื่อนร่วมชั้นวัยเดียวกัน และต่างชั้น ต่างวัย จึงทำให้ดิฉันปรับตัวเข้ากับเพื่อนและโรงเรียนแห่งใหม่ได้ในเวลาอันรวดเร็ว
หลังจากที่ได้เรียนที่นี่ ดิฉันรู้ว่า สิ่งที่โรงเรียนนี้ให้กับดิฉันนั้น เป็นสิ่งที่ดิฉันคิดว่าไม่สามารถได้รับจากที่อื่น โรงเรียนนี้ให้โอกาสที่ดีทั้งด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ครบถ้วนทุกด้าน ที่สำคัญยิ่ง สิ่งที่ได้รับได้หล่อหลอมนิยามความสุขในความเป็นตัวตนของดิฉันได้ระดับหนึ่งทีเดียว
โรงเรียนแห่งนี้ทำให้ดิฉันเรียนรู้ที่จะ ‘ยอมรับ’ และ ‘ชื่นชม’ ในความแตกต่างหลากหลาย…
โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรประเทศอังกฤษ เป็นโรงเรียนที่มีคนกล่าวขานว่ามีชื่อเสียงในระดับโลกในสมัยนั้น ดังนั้น ที่นี่จึงเต็มไปด้วยนักเรียนที่มาจากต่างที่ ต่างถิ่น ไม่เฉพาะในอินเดียเท่านั้น แต่หลายประเทศทั่วโลก
มองไปมองมา เหมือนย่อโลกเล็ก ๆ เอาไว้ในโรงเรียนได้เลย
ดิฉันมีเพื่อนชาวยุโรป สหรัฐ ออสเตรเลีย
ดิฉันมีเพื่อนชาวเอเชียทั้งอินเดีย ไทย นิวซีแลนด์ จีน ทิเบต เนปาล มาเลเซีย ภูฐาน
นอกจากนี้ ดิฉันยังมีเพื่อนบางคนมาจากแถบแอฟริกาด้วย
ไม่เพียงความหลากหลายด้านเชื้อชาติและด้านวัฒนธรรมเท่านั้น เพื่อนของดิฉันยังมีความแตกต่างหลากหลายในด้านฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจด้วย ที่นี่ มีทั้งลูกคนรวย พ่อเป็นเจ้าของเรือเดินมหาสมุทร ลูกคนชั้นกลาง อย่างดิฉัน และลูกคนจน อันได้แก่ พวกผู้อพยพชาวทิเบต ซึ่งครอบครัวยากจนมาก ๆ ก็ได้รับโอกาสเป็นนักเรียนทุนที่นี่
ในความแตกต่างทางเชื้อชาติ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เส้นแบ่งความแตกต่างเหล่านี้ ไม่มีอิทธิพลกีดกั้นระหว่างนักเรียนเลยแม้แต่น้อย สิ่งหนึ่งที่ดิฉันทุกคนมีเหมือนกัน นั่นคือ ความเป็นเพื่อน ดิฉันทุกคนเรียนด้วยกัน เล่นด้วยกัน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ด้วยความเคารพในสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคในฐานะคน ๆ หนึ่งเฉกเช่นเดียวกัน
คงต้องขอบคุณโรงเรียนของดิฉันที่สอนให้เด็ก ๆ ทุกคนอยู่อย่างเสมอภาค ยอมรับในศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน รวมทั้งสอนให้เคารพในเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ดิฉันได้รับการปลูกฝังให้เรียนรู้ที่จะยอมรับและให้เกียรติกัน ไม่ว่าคนนั้นจะมาจากที่ไหน จะเป็นเช่นไร ไม่เพียงเท่านั้น ดิฉันยังเกิดความรู้สึกชื่นชมและเห็นคุณค่าในวัฒนธรรมที่แตกต่างกันด้วย
ดิฉันมีโอกาสเรียนในโรงเรียนแห่งนี้จนจบชั้นมัธยมปลายอย่างมีความสุข เพราะดิฉันเรียนรู้ที่จะยอมรับและชื่นชมในความแตกต่างหลากหลายระหว่างกัน
เพื่อนสมัยเรียนที่นี่ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง และรุ่นเดียวกัน มีความสนิทสนมกันมาก เนื่องจากได้เรียนร่วมกัน ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน และได้ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นเวลานับสิบปี ทำให้มีความสัมพันธ์ระหว่างกันแน่นแฟ้น แม้ว่าหลังจากเรียนจบจากที่นี่ ต่างคนต่างไปศึกษาต่อและได้ทำงานตามเป้าหมายของตน กระจายกันอยู่ทั่วโลก แต่พวกดิฉันยังคงติดต่อกันอยู่เรื่อยมาจนปัจจุบัน
ไม่เพียงเท่านั้น โรงเรียนแห่งนี้ได้บ่มเพาะให้ดิฉันรู้สึกมีความสุขเมื่อช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่า…
หลักสูตรการเรียนการสอนของที่นี่ มุ่งส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างสมดุล ครบถ้วนทุกด้าน เพื่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ทั้งทางด้านความคิดสติปัญญา ร่างกาย และจิตใจ จึงให้เด็ก ๆ ต้องเรียนและทำกิจกรรมครบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นดนตรี กีฬา การเรียน รวมทั้งการสังคมสงเคราะห์ด้วย เนื่องจากโรงเรียนอยู่บนภูเขา ห่างไกลความเจริญของเมืองใหญ่ นักเรียนประจำจึงมีมากกว่านักเรียนไป-กลับ ฉะนั้น จึงทำให้นักเรียนต้องต่างทุ่มเทให้กับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางโรงเรียนจัดขึ้นอย่างเป็นระบบระเบียบ
โครงการหนึ่งที่โรงเรียนมีให้แก่นักเรียนชื่อว่า Duke of Edinburgh’s Award Scheme เป็นกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์ที่ให้เด็กได้คิดและทำเป็นกลุ่ม ๆ โดยมีรางวัลเป็นเหรียญที่ระลึก ตั้งแต่เหรียญทองแดง เหรียญเงิน จนถึงรางวัลสูงสุดได้เหรียญทอง
กิจกรรมนี้ทำให้ดิฉันและเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสไปเยี่ยมสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าหลายแห่ง ด้วยกัน ในบริเวณที่ไม่ไกลจากโรงเรียนนัก มีแห่งหนึ่งจำได้ที่สถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าดาร์จิลิ่ง ที่นี่ทำให้ดิฉันได้พบสิ่งที่ไม่เห็นเคยมาก่อน เด็กกำพร้าที่นี่ดูน่าสงสารมาก แทบทุกคนมีเส้นผมที่แห้งแข็งและมีเหาขึ้นเต็ม เจ้าหน้าที่และเงินสนับสนุนคงไม่เพียงพอที่จะจัดสวัสดิการให้เด็ก ๆ เหล่านี้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภาพที่เห็นยังจำติดตา ดิฉันไม่ได้รู้สึกรังเกียจ แต่เกิดความรู้สึกว่าอยากช่วยเหลือเด็กกำพร้าเหล่านี้ให้มากเท่าที่เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งพอจะทำได้

ประสบการณ์ทำงานในต่างประเทศ (บางส่วน)
   ผู้อำนวยการ บริษัท เอเชียเน็ต พลัส จำกัด ที่ฮ่องกง
   เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมเอเซียน ISPs ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อแบ่งสรรทรัพยากรด้านการจัดการ การตลาด และเทคโนโลยีระหว่างกัน
   ผู้อำนวยการ บริษัท ซัคเซส ฟินเวสต์ แอนด์ ซีเคียวริตี้ กรุงนิวเดลลี ประเทศอินเดีย
   เป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทด้านการเงินและหลักทรัพย์ ได้รับใบอนุญาตในการทำการค้าขายหุ้นในฐานะเป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศอินเดีย
   เป็นผู้ร่วมบุกเบิกจัดให้มีความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ เพื่อการสนับสนุนการทำงานที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เนื้อหาและเทคโนโลยี ในประเทศสหรัฐอเมริกา
ประสบการณ์ทำงานด้านธุรกิจ
   กรรมการผู้จัดการในเครือบริษัทซัคเซส อาทิ บริษัท ซัคเซส แทรเวล จำกัด, บริษัท ซัคเซสมีเดีย จำกัด, บริษัท ซัคเซส อินฟอร์เมชั่น ซิสเต็มส์ จำกัด, บริษัท ดูนามิส อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น เป็นผู้วางยุทธศาสตร์ แผน และการพัฒนาด้าน e-Training และ e-Learning อำนวยการและบริหารโครงการพัฒนาซอฟท์แวร์ เว็บไซต์ และระบบคอมพิวเตอร์แบบบูรณาการ ให้กับองค์กรและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ร่วมธุรกิจ
ตำแหน่งสำคัญระดับประเทศ ปัจจุบัน (บางส่วน)
   สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร
   กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐนามิเบียประจำประเทศไทย
   ประธานคณะทำงานการกระจายรายได้ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
   ผู้พิพากษาสมทบ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
   ที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลปะและ
   วัฒนธรรม วุฒิสภา
   ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะอนุกรรมาธิการการอุดมศึกษา คณะกรรมาธิการการศึกษา ศาสนา ศิลปะ
   และวัฒนธรรม วุฒิสภา
   ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา
   อนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชนด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และ สิ่งแวดล้อม วุฒิสภา
   ผู้ชำนาญการประจำคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร
   รองประธานอนุกรรมาธิการเศรษฐกิจมหภาคและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
   ที่ปรึกษาสำนักงานคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจแห่งชาติ (กต.ตร.)
   กรรมการ สมาคมไทย-ออสเตรเลียน ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ประเทศไทย
   ประธานกรรมการฝ่ายฟอรัมวิชาการ และกรรมการสมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย
   รองประธานกรรมการ สภาวัฒนธรรมเขตวัฒนา กรุงเทพฯ

 3.คุณพงษ์ http://webboard.mthai.com/5/2006-11-26/284980.html

  ผมไม่เคยอายใคร หากจะบอกว่าผมเรียนที่อินเดีย ถึงแม้ในสายตากลุ่มเพื่อนมักจะมองว่าผมต่ำต้อยที่มาเรียนที่นี่ อย่างน้อยรัฐบาลอินเดียก็ให้ความสำคัญในเรื่องการศึกษาแก่ประชากรของตนเอง ไม่เอาการศึกษาเป็นเครื่องมือหากินบนหยาดเหงื่อแรงงานของผู้ปกครองที่คอยส่งเสียลูกหลาน ให้ได้รับการศึกษาที่สูง เทอมละหลายหมื่นบาท คนจนไม่ใช่ไม่มีสมอง ไม่ใช่เรียนไม่เก่ง จนไม่สามารถจะเรียนได้ เพียงแต่ขาดโอกาสทางการเงิน ที่เป็นใบเบิกทางเข้าไปสู่การศึกษาเชิงธุรกิจที่ดีเท่านั้นเอง
หลายคนอาจจะคิดว่า การไปเรียนเมืองนอก เหมือนเป็นการขนเงินตราออกนอกประเทศ เงินที่นักศึกษาไทยขนมาเรียนในอินเดียแต่ละปี ตามทัศนคติของผมคิดว่ายังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของนักการพนันที่ทัวร์เที่ยวมาเก๊า และพวกนักช๊อปปิ้ง เมืองนอกเสียอีก เพราะเหตุว่าการศึกษาตลอดจนค่าครองชีพในอินเดียไม่แพงมากนัก หากอยู่เมืองที่เจริญหน่อย ที่พรั่งพร้อมไปด้วยความสะดวกสบายเหมือนอยู่เมืองไทยอาจจะตกเดือนละ หมื่นกว่าบาทหรืออาจจะไม่ถึง ปริญญาโทบางหลักสูตร 2 ปี บางหลักสูตรก็ 3-4 ปี ส่วนปริญญาเอก บางมหาวิทยาลัยต้องเรียนอนุปริญญาเอกก่อน ถึงจะมีสิทธิ์เรียน ปริญญาเอก เมื่อบวกลบคูณหาร อย่างไรก็ไม่เกิน 3 แสนบาท และผลดีของการที่อินเดียอยู่ใกล้ประเทศไทยก็คือไปมาสะดวก ค่าเครื่องก็ถูก
ทักษะภาษาอังกฤษคนอินเดียดีกว่าเรามากๆๆ คนจบ ดร. บ้านเรา บางคนยังพูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทย หรือบางคนพูดได้ แต่ฝรั่งไม่เข้าใจก็มี ผมคนหนึ่งที่ไม่เคยเชื่อว่า คนที่มาเรียนอินเดียจะได้สำเนียงภาษาอังกฤษแบบแขกกลับไป คณะที่ผมเรียน มีทั้งคนญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อเมริกา เบลเยี่ยม และนานาประเทศ ไม่เคยเห็นคนเหล่านั้นกลัวในสิ่งที่คนไทยกลัว นั่นก็คือสำเนียงแขก แต่คนไทยกลัว....และดูเหมือนเป็นสิ่งน่ารังเกลียด
ทัศนคติ: "อินเดียสกปรกทั้งประเทศ" .....เพียงคิดเท่านี้ก็ผิดแล้วครับ มีคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่คิดแบบนี้ และความคิดแบบนี้แหละ ที่เป็นกำแพงที่ทำให้เราพลาดโอกาสอันน่าเสียดาย อินเดีย อาจจะไม่ใช่ประเทศในดวงใจของเด็กไทยอีกหลายๆ คนที่อยากมาเรียน เพราะคิดเอาเองว่าอินเดียสกปรกทั้งประเทศ...ผมกล้าฟันธงเลยว่า อินเดียสะอาดกว่าประเทศไทยเสียอีก แต่ขอยกเว้นหน่อยว่า ไม่รวม รัฐพิหารและยูพี (except Bihar and UP) ถามว่าทำไม แม้แต่คนอินเดียก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า ทั้งสองรัฐนี้สกปรก แต่รัฐอื่น ต้องขอบอกว่า บางทีจังหวัดเชียงใหม่เห็นเป็นต้องอาย เช่น ฉิมล่า ชิลอง แคชเมียร์ ลาดัก เป็นต้น (คนไทยที่ชอบบอกว่าอินเดียสกปรกเคยมาสถานที่เหล่านี้หรือยังครับ? สถานที่เหล่านี้มีหิมะตกทุกๆปี ) คนไทยบางคนก็ยังไม่ทราบเลยว่าที่อินเดียมีหิมะ เพียงเท่านี้ก็บ่งบอกได้แล้ว บางอย่างเรารู้ แต่รู้ไม่จริง เพราะคนไทยส่วนมาก มีโอกาสได้มาแค่สองรัฐนี้เท่านั้น อย่าลืมว่าประเทศอินเดียกว้างใหญ่มาก การเดินทางจากรัฐหนึ่งไปอีกรัฐหนึ่ง อาจจะใช้ระยะเวลา 2-3 วัน บางแหล่งข้อมูลก็บอกว่าอินเดียใหญ่กว่าประเทศไทยถึง 6 เท่า บ้างก็ว่า 5 เท่า แต่อย่างไรก็ตาม อินเดียคงไม่ได้สกปรกอย่างที่พวกเราคิด พุทธสถานโดยส่วนมากจะอยู่ในสองรัฐนี้ ในแต่ละปี มีคนไทยหลายหมื่นหลายพันคนมากราบสังเวชนียสถาน ดังนั้นคนไทยเป็นจำนวนมาก ก็มีโอกาสรับข้อมูลข่าวสารแค่นี้ ข้อมูลจึงมีแค่สองรัฐนี้เท่านั้น และกลับไปเล่าและใส่จินตนาการนิดหน่อยว่า อินเดียสกปรกทั้งประเทศ
ภาวะสมองไหล..เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลอินเดียเองก็แก้ไม่ตก เชื่อหรือไม่? (แต่ก็ต้องเชื่อ) วงการแพทย์ในอเมริกา ประมาณ 39% เป็นคนอินเดีย 37 % ทำงานในองค์กรนาซ่า 34 % อยู่บริษัทไมโครซอฟ และอีกประมาณ 28 หรือ 29 % ทำงานอยู่ในบริษัท I B M และองค์กรอื่นๆอีกมากมาย ที่อเมริกาดึงสมองของคนอินเดียไปเพิ่มศักยภาพให้แก่ตนเอง และคนอินเดียจำนวนไม่น้อยที่ได้กรีนการ์ดอยู่อเมริกาอย่างถูกกฎหมาย นี่อาจจะเป็นสภาพหรือสิ่งสะท้อนว่า ทำไมผมจึงอยากมาเรียนอินเดีย วิถีคิดของคนไทยก็คือมักชอบมองปมด้อยของคนอื่นมากกว่าที่จะมองจุดดี ....อินเดียสกปรก ขอทานเยอะ.... จึงวนเวียนในแนวคิดของเด็กไทยและผู้ปกครองตลอดจนผู้หลักผู้ใหญ่บางคนที่ได้เป็นใหญ่เป็นโตเพราะเส้นสายตลอดมา หากเรามองอินเดียแบบไหน เราก็จะได้สิ่งนั้น หากมองอินเดียสกปรก ขอทานเยอะ เราก็จะได้แต่อินเดียสกปรก ขอทานเยอะ หากมองว่า ทำไมคนอินเดียเขาถึงมีศักยภาพที่สามารถสร้างจานดานเทียมเองได้ ถึง 2 ดวงด้วยน้ำมือของคนอินเดียเอง ทำอย่างไรเราจะเป็นอย่างเขาบ้าง บางครั้งผมก็ไม่เข้าใจรัฐบาลไทยเหมือนกันว่า ในเมื่อประชาชนไม่ได้รับการศึกษา ความเป็นอยู่ของคนไทยจะดีขึ้นได้อย่างไร ผมเชื่อแน่ว่า หากคนไทยมีการศึกษาที่ดีและเพียงพอ การซื้อเสียงจะหมดไป เพราะคนมีการศึกษาสามารถแยกแยะได้ว่า การที่ประเทศจะเจริญต้องเลือกบุคคลากรที่ดีมีคุณภาพ ประเทศชาติถึงจะเจริญก้าวหน้า ตอนที่ผมยังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 1 ผมใช้หนังสือเรียนชั้นประถมปีที่ 6 ของเพื่อนบ้านอีกคนหนึ่งที่จบไปแล้วหลายปี แต่ปัจจุบัน เปลี่ยนหลักสูตรทุกปี บางครั้งมีนโยบายบอกว่า ช่วยน้องในชนบทด้วยการบริจาคหนังสือมือสอง แต่เด็กในสังคมเมือง หลักสูตรเปลี่ยนแปลงทุกปี ไม่รู้ว่านี่คือปมด้อยหรือแรงบันดาลใจของเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ที่หวังเอาไว้สักวันหนึ่ง อยากเรียนในมหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องพูดภาษาไทย
ผมอาจจะเป็นคนไทยคนหนึ่งในคนไทยอีกหลายพันคนที่มาใช้ชีวิตอยู่อินเดียคิดว่า อินเดียอาจจะเป็นแหล่งการศึกษาแหล่งใหม่ สำหรับเด็กรุ่นใหม่ที่หวังความเจริญก้าวหน้า ที่สถาบันการศึกษาที่เมืองไทยอาจจะยังหาคำตอบให้กับพวกเราไม่ได้...
อินเดีย คุณไม่จำเป็นต้องเป็นคุณหนู คุณก็มีโอกาสมาเรียนได้ คนฐานะปานกลางก็สามารถเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของอินเดียได้....เพียงแต่ว่า ภาษาอังกฤษของเราแน่หรือเปล่า สื่อสารกับอาจารย์รู้เรื่องหรือเปล่า ติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ได้หรือเปล่า หากภาษาอังกฤษยังงูๆปลาๆ บางมหาวิทยาลัยก็ไม่รับ บางมหาวิทยาลัยต้องทดสอบภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะรับพิจารณาเป็นนักศึกษา

4.  คุณพลเดช วรฉัตร เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่การทูต 9 http://gotoknow.org/profile/poldejw

อยู่อินเดียมาเกือบ 3 เดือน ยิ่งพบความน่าทึ่งของอินเดียมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นโอกาสของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักศึกษา คนงานไทย....ฯลฯ ที่จะมาร่วมกันพัฒนาสังคมอินเดียให้ยกระดับขึ้น ในด้านที่ไทยมีความชำนาญและถนัด
อินเดียน่าทึ่ง
คนเก่งมาก ทั้งฉลาด การแพทย์ คณิตศาสตร์ วิศวะ ไอที ด้านอวกาศ
นักธุรกิจระหว่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา มีคนอินเดียติดอันดับรวยที่สุดในโลกหลายคนมาก
มีคนอินเดียได้รางวัลโนเบิลหลายคนมาก
แชมป์หมากรุกของโลก 2 สมัยในปัจจุบันเป็นคนอินเดีย ไม่ใช่รัสเซียเช่นที่เราเคยคิด
นักอวกาศหญิงของอินเดียทำสถิติโลกในหลายเรื่อง
อินเดียเป็นประเทศที่คนนิยมไปเที่ยวมากที่สุด
เศรษฐกิจอินเดียโตปีละกว่าร้อยละ8-9 ต่อเนื่องกันมาหลายปี
ประชากรอินเดียมากเป็นอันดับสองด้วยจำนวนพันกว่าล้านคนและจะแซงจีนในไม่ช้านี้
สังคมอินเดียรักษาวัฒนธรรมเรื่องศาสนาและวรรณะได้อย่างเหนียวแน่นจนความทันสมัยของโลกาภิวัฒน์ไม่สามารถเข้ามาทำลายได้
คนอินเดียอยู่อย่างเศรษฐกิจที่พึ่งตนเองได้ มีของดีก็กิน ไม่มีก็กินเท่าที่มี
คนส่วนใหญ่เป็นมังสะวิรัต ทานพืชผักที่มีอยู่ในท้องถิ่น ไม่ฟุ้งเฟ้อ
ศีลธรรมในสังคมอินเดียยังเข้มแข็งอยู่มาก
คนอินเดียค้าขายเก่งแต่เรื่องบริการไม่ถนัด
การสาธารณูปโภคพื้นฐานยังไม่ดีเลยเพราะยังไม่มีความพร้อมที่จะพัฒนา
คนรวยและมีฐานะแม้มีจำนวนน้อยเมื่อคิดเป็นเปอร์เซนต์แต่มีจำนวนมากเกินพอสำหรับผู้ประกอบการไทย นั่นคือมีคนรวยและมีฐานะประมาณ 300 ล้านคน
อินเดียไม่ใช่กำลังเปิดตลาด แต่ต้องเปิดตลาดเพราะนับวันคนรุ่นใหม่ มีความรู้ มีงานทำ มีรายได้ดี จะเพิ่มมากขึ้น เมืองหลายเมืองกำลังพัฒนาเร็วมาก
คนอินเดียก็เช่นคนชาติอื่น ชอบชีวิตที่สะดวกสบาย ชอบแต่งตัว มีความสุขในเรื่องต่างๆ แต่เนื่องจากในปัจจุบันบริการสาธารณูปโภคยังมีไม่ทันกับความต้องการ
คนอินเดียเป็นคนเคร่งศาสนา มีกิจกรรมทางศาสนาได้ทุกเมื่อ
โอกาสของคนไทย
ศาสนากับวัฒนธรรมแบบพุทธไปด้วยกันได้ดีกับฮินดู
คนไทยมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และบริการเก่ง คนอินเดียชอบ
งานภาคบริการเป็นที่ต้องการของอินเดียเป็นอย่างมาก ไทยช่วยอินเดียได้
สาธารณูปโภคพื้นฐานคนไทยดีกว่ามากและสามารถมาให้บริการแก่สังคมอินเดียได้ ตั้งแต่การไฟฟ้า โรงพยาบาลและโรงแรม การก่อสร้างต่างๆ
เป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่มาก สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก กลางและใหญ่ของไทย และส่วนใหญ่ไม่ได้แข่งขันกันแต่เสริมกัน
นิสัยคนไทยปรับตัวเข้ากับคนอินเดียได้ถ้าเปิดใจและได้ไปสัมผัสและเห็นข้อเท็จจริง
คนอินเดียชอบไปเที่ยวเมืองไทยมากและชอบคนไทยอยู่แล้ว จึงง่ายหากจะเริ่มความสัมพันธ์ทางการค้าขาย
วัฒนธรรมไทยเป็นที่นิยมในอินเดีย เช่นอาหารไทย ศิลปะไทย นวดไทย
อินเดียอยู่ไม่ไกลจากไทย การขนส่งสะดวกทั้งทางอากาศ ทางน้ำ
การศึกษาในอินเดียไม่แพงและมีคุณภาพดีถึงดีมากในหลายสาขา สมควรที่คนไทยจะไปเรียนที่อินเดียกันให้มากขึ้น
คนไทยสามารถเรียนรู้จากคนอินเดียได้มาก โดยเฉพาะด้านธุรกิจ ซึ่งทางการอินเดียเปิดโอกาสให้ไปลงทุนมากในขณะนี้
ในฐานะเมืองกำเนิดพุทธศาสนา คนไทยพุทธทุกคนควรตั้งเป้าหมายชีวิตว่าครั้งหนึ่งในชีวิต ควรจะเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานที่อินเดีย  ก็จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวและการเรียนรู้ชีวิตที่คุ้มค่า
ถ้าปรารถนาดีกับอินเดีย ก็จะโอกาสได้รับสิ่งดีจากอินเดีย







Copyright © 2011 All Rights Reserved.
บริษัท บีเอ็นบี ทราเวล เซ็นเตอร์ แอนด์ เทรด จำกัด
BNB TRAVEL CENTER & TRADE.Co,.Ltd
99/390 Rattanathibet17 Bangkrasaw Muang Nonthaburi 11000
Tel.02-965-5217-8,02-679-4509,02-679-4255
Fax.02-965-5218 Email : bnbtravelcenter@hotmail.com