ReadyPlanet.com
dot dot
dot
PHOTO GALLERY
dot
bulletPictures of Our Trip
dot
บริการของเรา
dot
bulletจองตั๋วเครื่องบิน
bulletตามรอยพระพุทธเจ้า
bulletสักการะเทพฮินดู
bulletของฝากจากแดนภารตะ
bulletWebboard
dot
เก็บเอามาเล่าสู่่กันฟัง
dot
bulletรีวิวทริปสังเว-เนปาลปี08
bulletภาพทริปดาร์จีลิ่งกับ BNB
bulletมรดกโลกในอินเดีย
bulletไปเที่ยวถ้ำอชันต้าที่มุมไบ
bulletช้อบปิ้งอะไรดีที่เนปาล
dot
ใบจองทัวร์/สมัครเรียน/สั่งซื้อสินค้า
dot
bulletดาวน์โหลดใบจองทัวร์
bulletกรอกใบจองทัวร์ออนไลน์
bulletดาวโหลดใบสมัครเรียนอินเดีย
bulletใบสมัครเรียนอังกฤษระยะสั้น
bulletใบสมัครเรียนต่ออินเดีย
bulletสั่งซื้อหิมาลายาออนไลน์
dot
Our Newsletter ต้องการรับข่าวสารใหม่ๆจากเรา ใส่อีเมลล์ไว้ที่นี่นะคะ

dot
bulletรวมเวบธรรมะดีๆ


The Association of Thai Travel Agents
ใบอนุญาตุประกอบธุรกิจนำเที่ยว
BNB TRAVEL CENTER
ตรวสอบวถานะ EMS และไปรษณีย์ลงทะเบียน


ถ้ำอชันตา (Ajanta)แอลโลร่า(Ellora) เอเลแฟนต้า (Elephanta) article

 

 

                   อชันตาเป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งใกล้ถ้ำนั้น ห่างจากเมืองออรังคบาดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 104 กม. เป็นถ้ำที่มีการขุดเจาะภูเขาเข้าไป เรียงกันถึง 30 ถ้ำ เพื่อใช้เป็นห้องโถงสำหรับสวดมนต์ และประกอบศาสนกิจ รวมถึงเป็นที่พำนักพระสงฆ์ จะเรียกว่าเป็นวัดในพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง
                                  

           ถ้ำนี้มีกำเนิดก่อนคริสตศักราชราว 200 ปี (พ.ศ.350) เดิมทีเป็นผลงานที่สร้างโดยพระสงฆ์นิกายหินยาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่างแกะสลักชาวฮินดูในวรรณะล่างที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ ต่อมานิกายมหายานจึงเริ่มเข้าไปผสมผสานภายหลัง มีผู้สันนิษฐานว่าพระสงฆ์เลือกถ้ำแห่งนี้เนื่องจากเป็นสถานที่ที่สงบเงียบ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเส้นทางส่งสินค้าของชาวอาหรับโบราณมากนัก จนกระทั่งกองทัพมุสลิมเข้ามายึดอินเดีย ถ้ำอชันตาก็หายไปจากความทรงจำของผู้คน ต่อมาใน ค.ศ.1819 นายทหารอังกฤษชื่อนายจอห์น สมิธ ได้ออกล่าสัตว์ในเขตนั้น และพบถ้ำดังกล่าว เขาแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เพราะไม่นึกไม่ฝันว่าคนสมัยนั้นจะมีความพยายามสูงส่ง ขนาดเจาะหินภูเขาเป็นที่อยู่อันใหญ่โตมโหฬารด้วยมือได้เช่นนี้

                

               ถ้ำที่มีความสวยงามและเลื่องชื่อในด้านจิตรกรรมฝาผนังและรูปปั้น ก็คือ ถ้ำที่ 1 ซึ่งภายในมีภาพวาดพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร และพระปัทมปาณีถือดอกบัว เอียงพระเศียรแสดงสีหน้าอ่อนโยนและเมตตา ในขณะที่ถ้ำที่ 2 มีความงดงามไม่แพ้กัน ต่างกันเพียง จิตรกรรมฝาผนังของถ้ำนี้เป็นเรื่องการประสูติของพระพุทธองค์และพระสุบินของพระนางสิริมหามายา

      
            ส่วนวิหารในถ้ำที่ 19 เป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมหินแกะสลักที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลก มีความโดดเด่นที่เพดานด้านบนเป็นทรงเกือกม้า และมีรูปปั้นเทพารักษ์ยืนตรงขอบหน้าต่าง โดยทั้งหมดเป็นฝีมือของพระสงฆ์นิกายมหายานที่สื่อให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่และพระราชวังอันหรูหราของพระพุทธเจ้าก่อนออกผนวชเพื่อค้นหาสัจธรรมของชีวิต ภาพด้านขวาสุดคือภาพที่สมบูรณ์และเขาบอกว่าสวยที่สุดที่ยังหลงเหลืออยู่

               ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงตัวอย่างของไฮไลต์เด่นๆในถ้ำอชันตาเท่านั้นนะคะ เพราะถ้ำอื่นๆ ยังมีศิลปะและจิตรกรรมฝาผนังที่อธิบายถึงหลักธรรมในพุทธศาสนาและพุทธประวัติมากมายและในปี พ.ศ.2545 รัฐบาลอินเดียได้อนุมัติงบประมาณเพื่อติดตั้งระบบไฟใยแก้วออฟติกที่ทันสมัยในทุกถ้ำ และจัดซื้อรถประจำทางปลอดสารพิษจำนวน 10 คัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักประวัติศาสตร์ที่เข้ามาศึกษาค้นคว้าหาความหมายและปรัชญาที่แฝงอยู่ในสถาปัตยกรรมแห่ง นี้ ทั้งยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสกับความวิจิตรอลังการของถ้ำ อชันตาเพิ่มมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ถ้ำวิหารเอลโลล่า (Ellora)

ลักษณะเป็นถ้ำที่เจาะเข้าไปในภูเขา เพื่อใช้เป็นวัด  โบสถ์ วิหาร หอสวดมนต์ และ สังฆาราม มีทั้ง ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู และ ศาสนาเชน   มีทั้งหมด 34 ถ้ำ แบ่งเป็นพุทธสถาน 12 ถ้ำ   เทวสถานในศาสนาฮินดู 17 ถ้ำ  และศาสนสถานของเชน 5 ถ้ำ

     

             

                   

 โดยเฉพาะเทวาลัยฮินดูสมัยก่อนนี้ ที่นี่สวยงามกว่านี้มาก แต่หลังจากการแผ่อิทธิพลของวัฒนธรรมมุสลิมเข้ามา ก็มีการเข้ามาทำลายบางส่วน ร่องร่อยที่เหลืออยู่จึงเป็นดังที่เห็น ถ้าลองคลิ้กที่เพื่อขยายใหญ่ ที่ภาพเทพฮินดูด้านบนนี้ จะมองเห็นวงกลมที่ปลายนิ้วของเทวรูปพอดี (เขาว่ากันว่าน่าจะถ่ายติดเทพที่รักษาอยู่) ภาพขวาคือเทวาลัย พระศิวะ

     

บริเวณศาสนสถานไกรลาสน้อยในศาสนาเชน อายุราว800ปี และภาพกลาง ศาสดามหาวีระของศาสนาเชน

 

ภาพซ้ายคือ ห้องโถงที่ใช้นั่งสมาธิ ใครที่อยากเจริญสมาธิภาวนาเรามีเวลาให้นะคะ ลองมานั่งที่นี่ดูแล้วจะรู้ว่า ทั้งเย็นและสงบอย่าบอกใคร ที่สำคัญไม่มีแสงเข้ามารบกวนมาก ทำให้จิตรวมสงบได้เร็ว เรามีเวลาให้เหลือเฟือค่ะ

                                                                       ถ้ำเอเลแฟนต้า Elephanta Cave

             

              “Elephanta Cave” แปลเป็นไทยก็คงจะชื่อว่า “ถ้ำช้าง”...ถ้ำที่ว่านี้อยู่บนเกาะกลางอ่าวหน้าเมืองมุมไบ ในโปรแกรมทัวร์ของเรา ก็จะพานั่งเรือ Boat cruise จากท่าน้ำตรง Gateway of India  เมื่อนั่งเรือออกมาแล้ว...มองกลับไปทางฝั่งเมือง...จะเห็นตึกโรงแรม Taj mahal สุดหรูเคียงคู่กะ India Gate...ทำเอาแย่งกันเก็บภาพแทบไม่ทัน เพราะหาวิวสวยๆอย่างนี้ไม่ง่ายเลย

                       

               เรือที่เรานั่งมาเนี่ยเป็นเรือไม้ แล่นฉิวไปเรื่อยๆไม่มีคลื่นลมให้กังวล บรรทุกคนได้ประมาณ 50 คนนั่งเรือเพลินมาประมาณ 45 นาทีก็จะถึงเกาะ Elephanta แล้ว...น่าจะใหญ่ประมาณเกาะล้านพัทยา.. ทะเลตรงนี้อยู่คนละฝั่งกะหาดโชพพัตตี้ที่คนมุมไบชอบไปเดินเล่นกัน

           

                พอเรือเทียบท่า เราก็ตั้งเปลี่ยนยานพาหนะมาขึ้น “รถไฟจิ๋ว” กัน เป็นของการท่องเที่ยวรัฐมหาราษฏาน หน้าตารถไฟเนี่ยน่ารักสุดๆเลยค่ะ ความจริงระยะทางจากท่าเรือมายังทางขึ้นถ้ำเนี่ย มันก็ไกลไม่ถึงกิโล แต่แดดร้อนๆหลบขึ้นมานั่งร่มๆบนรถไฟจิ๋วก็ดีนะคะ บริษัทเราจะไม่ทำให้ลูกค้าต้องบ่นว่าเหนื่อยเลย(ถ้าเป็นไปได้) รถไฟจะพามาลงที่ตรงบันไดทางขึ้น เพราะ Elephanta Cave อยู่บนยอดเขา เลยต้องขึ้นบันไดไปอีกต่อนึง...สองข้างทางจะเป็นแผงขายของที่ระลึกสารพัดแบบ ทั้งโปสการ์ด สร้อยแหวนกำไล ตุ๊กตาหินอ่อนแกะสลัก พวงกุญแจ จานรองแก้ว...ผู้หญิงคงจะชอบ เพราะได้เดินดูของไปช้อบปิ้งไป เพลินไปเลย

      

                   บริเวณหน้าถ้ำก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า ถ้ำแห่งนี้ ไม่ใช่ถ้ำที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินะคะ...เนื่องจากภูเขาแถวนี้ไม่ใช่หินปูน และไม่เคยมีถ้ำมาก่อน...ดังนั้น ถ้ำทุกห้องที่เราจะเห็นต่อไปนี้ เกิดขึ้นจาก “ฝีมือมนุษย์” ขุดเจาะไว้เมื่อพันกว่าปีก่อน!!! ย้ำนะคะว่าเป็นฝีมือมนุษย์จริงๆ มหัศจรรย์มากๆเลย เพราะอย่างนั้น Unesco จึงจัดให้เป็นมรดกโลกยังไงล่ะคะ รูปด้านขวา เป็นแผนผังภายในถ้ำ ช่างอินเดียโบราณออกแบบให้มีห้องโถงใหญ่ตรงกลาง สำหรับประดิษฐานพระศิวลึงค์ ผนังห้องก็จะแกะสลักเป็นเรื่องราวเทพปกรณัมในศาสนาฮินดูมากมาย ด้านข้างก็จะมีโถงถ้ำขนาดเล็กขนาบข้างอยู่เช่นกัน....อยากรู้ว่าผนังไหนสลักเป็นเรื่องอะไรก็ดูตามแผนผังนี่ล่ะค่ะ แต่ถ้าไปกับเราก็จะมีผู้บรรยายภาษาไทย บอกประวัติความเป็นมา และรายละเอียดแบบไม่ต้องดูแผนผังให้เหนื่อยเลยค่ะ

     

                      ประวัติของถ้ำแห่งนี้ ย้อนหลังยาวนานไปถึงช่วงราวๆ 1,500 ปีมาแล้ว กษัตริย์ราชวงศ์ไตรกูฏกะ ที่ปกครองดินแดนที่ราบสูงเดคข่านตะวันตกของอินเดีย ได้สร้างสรรค์ถ้ำมหัศจรรย์แห่งนี้ขึ้น เพื่ออุทิศถวายเป็นเทวสถานแด่องค์พระศิวะ....(ช่วงเวลาเดียวกันนี้ อาณาจักรขอม นครวัด-นครธม ยังไม่เกิดเลย)...เนื่องจากตรงนี้เป็นภูเขาหินล้วนๆ นายช่างยุคโน้นจึงคิดการใหญ่ ใช้กำลังคนจำนวนมาก พร้อมทั้งสิ่วและค้อน รวมไปถึงอุปกรณ์โลหะต่างๆที่หาได้ ค่อยๆขุดภูเขาหินนี้ทีละขั้นทีละตอน จนกระทั่งเริ่มกลายเป็นอุโมงค์โถงถ้ำใหญ่โตมโหฬาร...จากนั้นก็ลงมือ “ตกแต่งภายใน” ให้กลายเป็นเสาหินลายริ้วๆ เป็นผนังสลักเล่าเรื่องเทพเจ้า เป็นคูหาใส่พระศิวลึงค์...สุดแต่จะจินตนาการได้...จนกลายมาเป็นสิ่งมหัศจรรย์ให้คนยุคใหม่อย่างเราได้ทึ่งจนถึงทุกวันนี้....ภาพขวามือคือห้องโถงใหญ่กลางถ้ำ กว้างขวางกว่าที่คิดไว้มากๆ ในสมัยที่อังกฤษปกครองอินเดีย พวกข้าราชการชั้นสูงชาวอังกฤษเคยมาตั้งโต๊ะกินเลี้ยง กันในถ้ำนี่เลย เสาหินแต่ละต้นในห้องโถงเนี่ย เค้าจะดีไซน์เป็นรูปคล้ายๆดอกเห็ด ในรูปจะเห็นเจ้าหน้าที่กรมโบราณคดี คอยเดินสอดส่องดูแลไม่ให้มีการทำลายรูปสลักต่างๆในถ้ำ

        

                       ผนังถ้ำส่วนแรก...เป็นภาพสลักตอน “ศิวนาฏราช” พระศิวะเจ้าทรงฟ้อนรำโดยกระบวนท่านาฏยศาสตร์ 108 ท่า เพื่อดำรงวัฏจักรให้ทุกสิ่งในจักรวาลเคลื่อนที่ต่อไปอย่างสมดุล....รูปสลักในถ้ำที่นี่จะมีขนาดใหญ่มาก และรายละเอียดก็ดูพลิ้วไหวราวกับท่านมาเต้นอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ...จะเสียดายก็เมื่อสังเกตเห็นร่องรอยชำรุดหักพังตามส่วนต่างๆของภาพสลัก นั่นเป็นเพราะเมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกฝรั่งโปรตุเกสในยุคล่าอาณานิคม เข้ามาทุบทำลายไปตั้งเยอะ เพราะเค้าถือว่าขัดกับหลักคำสอนของคาทอลิค...โดยลืมไปว่านี่คือมรดกทางวัฒนธรรมของชาวโล

           

                         ตรงนี้เป็นห้องคูหาประดิษฐาน “พระศิวลึงค์” สัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์แทนองค์พระศิวะ.บางท่านคงจะสงสัยว่า เหตุใดชาวฮินดูจึงนับถือ “สัญลักษณ์บุรุษเพศ” นี้ว่าเป็นเทพเจ้า...ก็เพราะว่า เค้านับถือว่าพระศิวะท่าน “สร้าง” ทุกสรรพสิ่งในจักรวาล...รวมทั้งชีวิตและลมหายใจของมนุษย์ด้วย...ดังนั้น เค้าเลยสร้างเป็นสัญลักษณ์ “การก่อกำเนิดชีวิต” ไว้สักการะแทนองค์พระศิวะ ผนังอีกฟากนึงในถ้ำเป็นรูปแกะสลักตอน “พระศิวะปราบอันธกาสูร”...เจ้าอันธกาสูรเป็น “ปิศาจแห่งความมืด” พระศิวะท่านเลยต้องแผลงฤทธิ์เปล่งรัศมีแยกเขี้ยวเข้าขู่ จนสุดท้ายก็ทำลายเจ้าอสูรนั้นได้สำเร็จ

     

                         รอบๆห้องคูหาพระศิวลึงค์ เค้าก็จะแกะสลักเป็นรูป “ทวารบาล” หรือพวกเทพยดาผู้คอยปกปักรักษาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ดูน่าเกรงขามไม่ใช่เล่นเลยหน้าตาทวารบาลมีเขี้ยวแถมตาถลนยังกะผีดิบแวมไพร์ ยังงี้แหละพวกสิ่งชั่วร้ายจะได้เกรงกลัว ไม่กล้าเข้ามายังเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ในถ้ำนี้

              

                        Royal Wedding ระหว่างพระศิวะกับพระอุมา คู่นี้รักกันมาแต่ชาติทีแล้ว ยังกะละคร แต่เผอิญชาติก่อน พ่อตาพระศิวะรังเกียจลูกเขยเข้าเลยไปพูดเยาะเย้ยถากถาง พระสตี (ชาติที่แล้วของพระอุมา) จึงน้อยใจกระโดดเข้ากองไฟสละชีพปกป้องเกียรติพระสวามี พระศิวะท่านทราบเข้าก็เลยแผลงฤทธิ์ด้วยแรงแค้นไปสังหารที่คนที่ทำให้หญิงคนรักท่านสิ้นไป...แก้แค้นเสร็จ พระศิวะท่านก็แบกศพนางสตีวิ่งร่ำไห้ไปรอบจักรวาล ปานประหนึ่งว่า “รักข้ามีแค่นางเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”....หลังจากนั้นท่านก็ไม่ชายตามองหญิงอื่นใดเลย จนกระทั่งพระสตีกลับชาติมาเกิดเป็นเทพธิดาแห่งภูเขาหิมาลัย นามว่า “อุมา” จึงได้กลับมา Happy Ending กับพระศิวะในที่สุด.. บางคนจะงงว่า “เจ้าแม่คงคา” อยู่ตรงไหน...สังเกตที่บนพระเศียรพระศิวะ จะเห็นเทพธิดา 3 หน้าอยู่ตรงนั้น นั่นแหละค่ะเจ้าแม่คงคา...เหตุที่ท่านไปอยู่บนเศียรพระศิวะ ก็เพราะเจ้าแม่คงคาท่านจะ “ไหล” จากสรวงสวรรค์ลงมายังโลก แต่กระแสน้ำท่านแรงมาก เกรงว่าถ้าตกถึงพื้นโลก จะทำให้เกิด โลกแตก...พระศิวะท่านเลยอาสาให้เจ้าแม่คงคามาไหลผ่าน พระเศียรท่านก่อน จะได้ชะลอความแรงของแม่น้ำคงคาซะก่อนจะลงสู่พื้นโลก..

                      

                     กลางถ้ำ Elephanta Cave นี้เนี่ยจะมีประติมากรรมที่มีชื่อเสียงที่สุด นั่นคือรูป “มเหศวรมูรติ” หรือพระศิวะ 3 หน้า รูปมเหศวรมูรตินี้ จะเป็นรูปที่แสดงความยิ่งใหญ่ขององค์พระศิวะ...พระพักตร์ตรงกลางนั้น จะเป็นพระศิวะผู้เมตตากรุณา เรียกว่า “จันทรเศขรมูรติ” (พระเป็นเจ้าผู้ทัดพระจันทร์เป็นปิ่น)...พระพักตร์ด้านซ้ายจะเป็นพระศิวะปางดุร้าย เรียกว่า “ไภรวะ”…ส่วนพระพักตร์ทางด้านขวาจะเป็นใบหน้าสตรีครับ อันหมายถึง “พระอุมาภควดี” อัครมเหสีของพระองค์นั่นเอง...รูปแกะสลักนี้ใหญ่โตมากๆ ใหญ่แค่ไหนก็เทียบกับคนที่ยืนในภาพซ้าย ก็จะเห็นขนาดที่แท้จริง...ถือกันว่าเป็น “พระประธาน” ประจำถ้ำแห่งนี้เลยค่ะ บางท่านก็บอกว่าเป้นภาพแกะของพระพรหม พระศิวะ และพระวิษณุ ก็มีหลายความเชื่อค่ะ

                            

                    นี่จะเป็นถ้ำเล็กอีกถ้ำหนึ่ง ข้างในมีรูปสลัก “พระพิฆเนศร์” เทพเจ้าเศียรช้าง ผู้เป็นโอรสแห่งพระศิวะและพระอุมา ใครที่นับถือองค์ท่าน หรือที่เรียกกันว่า “ลูกพระพิฆเนศร์” ก็ต้องสักการะท่านเป็นกรณีพิเศษ เพื่อความเป็นสิริมงคลในหน้าที่การงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้าน ศิลปะ หรือบันเทิง ไม่ควรพลาด

                    ดาวน์โหลดโปรแกรมเที่ยวถ้ำอชันต้า แอลโลร่า เอเลแฟนต้า ช้อบปิ้งมุมไบ ได้ที่นี่

 

                           คลิ้กเพื่อดาวน์โหลด โปรแกรมทัวร์ เดินทาง 10 - 15 กันยายน 2551

                                                                                              




มุมไบมีอะไรเที่ยว

มุมไบมีอะไรเที่ยว article



Copyright © 2011 All Rights Reserved.
บริษัท บีเอ็นบี ทราเวล เซ็นเตอร์ แอนด์ เทรด จำกัด
BNB TRAVEL CENTER & TRADE.Co,.Ltd
99/390 Rattanathibet17 Bangkrasaw Muang Nonthaburi 11000
Tel.02-965-5217-8,02-679-4509,02-679-4255
Fax.02-965-5218 Email : bnbtravelcenter@hotmail.com